ปาฐกถา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีเปิดการชุมนุมกาชาด ครั้งที่ ๑๑

เนื่องในการชุมนุมกาชาด ครั้งนี้ ขอให้ข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการอาสาสมัครและกิจการของสภากาชาดไทย การชุมนุมกาชาดครั้งนี้ ก็ถือว่าเป็นงานสำคัญของสภากาชาดไทย ภายใต้แนวคิด “สภากาชาดไทย : การพัฒนาระบบอาสาสมัครเพื่อขับเคลื่อนจิตอาสาในสังคมไทย”       ในปี ๒๕๕๘ นี้ถือว่าเป็น “ปีแห่งอาสาสมัครสภากาชาดไทย” จึงเป็นโอกาสที่ท่านทั้งหลาย จากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จะได้นำประสบการณ์ในการทำงานมาแลกเปลี่ยนกัน ทั้งยังได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายอาสาสมัครของสภากาชาดไทย และแผนแม่บท
การพัฒนาระบบงานอาสาสมัคร ที่จะทำให้การประสานงานและการปฏิบัติงานด้านอาสาสมัครเป็นไปอย่างสอดคล้องกัน มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ และประชาชน


เนื่องในวันนี้เป็นวันชุมนุมกาชาด มีเหล่ากาชาดจังหวัด กิ่งกาชาดอำเภอ อาสาสมัคร ผู้บริหารสภากาชาดไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องมาชุมนุมพร้อมหน้ากัน ทุกท่านมาร่วมแสดงพลัง ด้วยความเข้มแข็งและมีจิตใจที่มุ่งมั่น ในการดำเนินงานตามหลักการกาชาดสากล ที่มุ่งให้ความช่วยเหลือ   ด้านมนุษยธรรม คือ การช่วยเหลือ ป้องกัน บรรเทาความทุกข์ทรมาน การคุ้มครองชีวิตและสุขภาพอนามัยของเพื่อนมนุษย์ โดยปฏิบัติอย่าง เต็มกำลังความสามารถ ด้วยความเต็มใจ และมีเมตตาการุณ หลักการกาชาดสากลอีกประการหนึ่ง คือ การเป็นองค์กรอาสาสมัคร พวกเราทุกคนจึงควรต้องช่วยพัฒนาให้สภากาชาดไทยเป็นองค์กรอาสาสมัครที่แท้จริง ที่มีอาสาสมัครรูปแบบต่างๆ มาช่วยกันดำเนินการตามภารกิจ และเสริมสร้างจิตอาสาในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านทั้งหลายที่เป็นเหล่ากาชาดจังหวัดและกิ่งกาชาดอำเภอ ถือว่าเป็นอาสาสมัครในท้องถิ่น ช่วยดูแลกิจการงานต่างๆ ของสภากาชาดไทย ด้วยความเสียสละ ความภาคภูมิใจ ที่ได้อาสาเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และช่วยพัฒนางานอาสาสมัครของสภากาชาดไทย


องค์กรกาชาดและสภากาชาดไทย กำเนิดขึ้นด้วยพลังจิตอาสาอย่างแท้จริง องค์กรกาชาดระหว่างประเทศเกิดจากการที่มีอาสาสมัครช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในการสู้รบระหว่างกองทัพออสเตรียกับฝรั่งเศส และต่อมาก็มีการก่อตั้งสภากาชาดไทย อันสืบเนื่องจากจากเหตุการณ์สู้รบระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  กรณีพิพาทเรื่องดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิต และได้รับทุกข์ทรมาน  จึงได้มีการระดมอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือ บำบัดทุกข์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นแก่ประชาชน ถือกำเนิดเป็น     สภาอุณาโลมแดงแห่งสยาม เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๔๓๖ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของสภากาชาดไทย ในพระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดสยาม พุทธศักราช ๒๔๖๑ ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตราขึ้นเพื่อวางระเบียบการทำงานของสภากาชาดไทย มาตราหนึ่งกำหนดว่า “สภากาชาดไทยมีไว้ด้วยความมุ่งหมายจะกระทำกิจในทางเมตตาการุณ”

ในปี ๒๕๐๓ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย สมัยปัจจุบันมีพระราชดำริตั้้งเหล่ากาชาดจังหวัด ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ได้มีแผนจัดตั้งแต่ยังไม่ได้ทำการอย่างจริงจัง รัฐบาลในขณะนั้นรับสนองพระราชดำริจัดตั้งเหล่ากาชาดจังหวัดอย่างเป็นทางการในทุกจังหวัด เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๐๔ รวม ๖๙ จังหวัด สภากาชาดไทยจึงกำหนดวันที่ ๒๗ มกราคม   ของทุกปีเป็นวันก่อกำเนิดเหล่ากาชาดจังหวัด ต่อมาได้จัดตั้งกิ่งกาชาดอำเภอเป็นกำลัง ช่วยเหลือเหล่ากาชาดจังหวัด โดยความร่วมมือของผู้มีจิตอาสา และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการในส่วนภูมิภาค เหล่ากาชาดจังหวัด และกิ่งกาชาดอำเภอ มีบทบาทสนับสนุนภารกิจหลัก ๔ ด้าน และหลักการกาชาด ๗ ประการ เกิดหัวใจจิตอาสา ก่อเกิดสิ่งที่มีคุณค่าทางชีวิต
ในยุคปัจจุบัน สมัยที่ประเทศไทยพัฒนาสังคมเศรษฐกิจอย่างรวดรวดเร็ว คนที่เห็นความสำคัญของสิ่งที่มีค่าทางการเงิน เป็นหลัก
จากจุดกำเนิดดังกล่าว เห็นได้ว่าสภากาชาดไทยนั้น เกิดขึ้นจากหัวใจของผู้มีจิตอาสา  มีความเสียสละเพื่อส่วนรวม อย่างไม่หวังผลตอบแทน ด้วยใจสมัคร มุ่งมั่น และเต็มใจ ที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ทำให้สภากาชาดไทย รวมทั้งเหล่ากาชาดจังหวัดมีลักษณะพิเศษต่างจากหน่วยงานอื่น


ในช่วงเวลา ๑๒๒ ปี นับจากปีที่ก่อตั้งสภากาชาดไทย ประเทศไทยเจริญพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ปัจจุบันมีความท้าทายหลายประการในสังคมไทย เช่น การเข้าสู่สังคมสูงวัยที่จะมีผู้สูงวัยจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือและการสงเคราะห์ หรือการที่สังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่เน้นความก้าวหน้าทางด้านวัตถุ ในขณะที่มีภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งๆ มีผู้ประสบภัยที่ต้องการความช่วยเหลือจำนวนมาก    ในสภาพดังกล่าวนี้ สังคมเราก็จะอยู่โดยดูแต่สิ่งที่มีคุณค่าทางการเงินอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีสิ่งที่มีคุณค่าทางชีวิต ได้แก่ หัวใจจิตอาสา และ สิ่งที่มีคุณค่าทางสังคมที่เป็นนามธรรม ได้แก่ ความเอื้ออาทร ความมีเยื่อใยในสังคม ให้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องมี สิ่งที่มีคุณค่าทางชีวิตและสิ่งที่มีคุณค่าทางสังคมที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ อาสาสมัครประเภทต่างๆ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเอื้ออาทร มีเยื่อใย มีจิตอาสาและ มีจิตวิญญาณแบบอาสาสมัคร สภากาชาดไทยควรต้องสร้างสิ่งที่มีคุณค่าทางสังคมและสิ่งที่มีคุณค่าทางชีวิต ให้เพิ่มพูนอย่างยั่งยืน สิ่งเหล่านี้จะนำพาประเทศชาติให้พัฒนาก้าวหน้าและประชาชนจะพ้นทุกข์และมีสุขได้

สภากาชาดไทยจึงมีนโยบายอาสาสมัครสภากาชาดไทย ที่กำหนดให้อาสาสมัครมีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติงานเพื่อขับเคลื่อนพันธกิจด้านบริการทางการแพทย์และสุขภาพอนามัย ด้านบรรเทาทุกข์ ด้านบริการโลหิต และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสภากาชาดไทยให้บรรลุผล
เพื่อมนุษยธรรมตามหลักการกาชาดสากล และเป็นที่พึ่งของประชาชน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสและต้องช่วยให้มีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


นอกจากนี้ สภากาชาดไทยยังได้กำหนดแผนแม่บทการพัฒนาระบบงานอาสาสมัครไว้ชัดเจน มีเป้าหมาย ๖ ประการ ได้แก่
1. สร้างระบบอาสาสมัครแบบบูรณาการ
2. ปลูกฝังจิตสาธารณะ และการสร้างอาสาสมัครที่มีคุณภาพ
3. ดูแลอาสาสมัครให้มีประสบการณ์การทำงานที่ดี
4. พัฒนาสภากาชาดไทยเป็นองค์กรจิตอาสาที่เข้มแข็งและยั่งยืน
5. เสริมสร้างสภากาชาดไทยให้เป็นองค์กรอาสาสมัครชั้นนำที่สังคมเชื่อมั่น
6. เชื่อมโยงระบบอาสาสมัครสภากาชาดไทยให้เป็นเครือข่ายระดับชาติ เพื่อปลุกระดมจิตอาสาในสังคมไทย


การดำเนินงานทุกภารกิจของสภากาชาดไทยนั้น สามารถให้อาสาสมัครมีส่วนร่วมได้ จะมากหรือน้อย ก็ขึ้นกับภารกิจจะเป็นประโยชน์ ในแง่การมีคนจำนวนมากขึ้นมาช่วยงานของสภากาชาดไทยแล้ว ยังสามารถระดมความรู้ความสามารถ และทักษะต่างๆ ที่บุคลากรของเรายังมีไม่เพียงพอมาช่วยในกิจการของสภากาชาดไทย อีกทั้งเป็นการแสดงความเป็นตัวตนขององค์กรอาสาสมัคร ซึ่งเป็นแก่นของความเป็นกาชาดด้วย
ดังนั้น ในการพัฒนาระบบอาสาสมัคร จึงควรมีนวัตกรรมใหม่ๆ และคิดต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว เช่น การมีระบบอาสาสมัครสำหรับทุกวัย ได้แก่ เยาวชน วัยทำงาน วัยเกษียณ


การระดมผู้มีจิตอาสาในพื้นที่ให้มาร่วมงาน ในฐานะอาสาสมัครสภากาชาดไทย หรืออาสาช่วยทำงานเฉพาะกิจ หรืออาสาเป็นบุคลากรประจำที่ไม่รับค่าตอบแทน นอกจากนี้ เหล่ากาชาดจังหวัดและกิ่งกาชาดอำเภอยังสามารถชักชวนเครือข่ายอาสาสมัครของหน่วยงานอื่นมาร่วมงาน โดยเหล่ากาชาดจังหวัดวางแผนพัฒนาระบบอาสาสมัครในพื้นที่ มีหน่วยงานส่วนกลางของสภากาชาดไทยสนับสนุนช่วยเหลือในการดำเนินงาน เพื่อช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านนี้ของเหล่ากาชาดจังหวัดอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง
ขอให้ทุกคนในสภากาชาดไทย รวมทั้งเหล่ากาชาดจังหวัดและกิ่งกาชาดอำเภอช่วยกันนำนโยบายอาสาสมัครของสภากาชาดไทย และแผนแม่บทการพัฒนาระบบงานอาสาสมัครไปปฏิบัติให้เกิดผล เพื่อให้สภากาชาดไทยเป็นองค์กรอาสาสมัครที่แท้จริง ตลอดจนช่วยกันปลูกฝังค่านิยมการมีจิตอาสา จิตสาธารณะให้แก่เด็กและเยาวชน เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดสังคมจิตอาสาที่คนในสังคมมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ยินดีช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก และเต็มใจร่วมทำการใดๆ เพื่อประโยชน์ของสังคม และประเทศชาติโดยไม่คาดหวังว่าจะได้สิ่งใดตอบแทน
ในท้ายที่สุดนี้ ขอฝากไว้ว่า
“การเป็นอาสาสมัครอาจจะเหนื่่อยยาก แต่ใจเป็นสุข เพราะเห็นผู้อื่นพ้นทุกข์”
ขอขอบคุณทุกท่าน